ผักกาดหอม


ผักกาดหอมเป็นผักกินใบ นิยมบริโภคเป็นผักสลัด มีทั้งประเภทที่ห่อเป็นหัวและไม่ห่อ มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทางประเทศอิหร่าน ซึ่งในระยะเริ่มแรกก่อนคริสตศักราช 4510 ปี ใช้เป็นยาสมุนไพร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ผักกาดหอมมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lactuca sativa L. อยู่ในตระกูล Compositae เป็นผักล้มลุกมีน้ำยางสีเขียวคล้ายน้ำนม
ใบ มีหลายรูปแบบแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์ มีทั้งเรียวยาวหรือรูปไข่ หรือใบกว้าง ส่วนมากผิวใบจะไม่เรียบจะเป็นรอยย่น ถูกขีดข่วนหรือฉีกขาดได้ง่ายสีของใบเป็นสีเขียวอ่อนหรือเขียวอมเหลือง ใบที่อยู่ส่วนยอดจะมีสีครีม ขอบใบมักหยักไม่เรียบ ใบบางและกรอบ
ดอก มีขนาดเล็ก รูปร่างแบน ดอกจะบาน เมื่อได้รับแสงแดด เป็นพืชผสมตัวเองได้

พันธุ์
ผักกาดหอมมีทั้งพันธุ์ใบ พันธุ์ที่ห่อเป็นหัว และพันธุ์ที่มีลำต้นตั้ง

การปลูกและการดูแลรักษา
ผักกาดหอมเป็นผักที่ต้องการความเย็น ในเขตร้อนจึงควรปลูกในฤดูหนาว ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 10 - 20 องศาเซลเซียส แต่ก็สามารถปลูกได้ในเขตที่อุณหภูมิอยู่ในช่วง 21 - 27 องศาเซลเซียส แต่การห่อหัวจะไม่ดี ควรเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี มีความเป็นกรด - ด่าง ประมาณ 6 เป็นพืชที่ทนต่อสภาพดินเค็มได้ดีพอสมควร
ในการปลูกอาจจะปลูกแบบเพาะกล้าก่อนหรือหยอดเมล็ดลงแปลงปลูกโดยตรงก็ได้ โดยใช้ระยะปลูกประมาณ 30x30 ซม.
ในการเตรียมดิน ควรใส่ปุ๋ยคอกรองพื้นประมาณ 2 - 3 ตันต่อไร่ เมื่อผักกาดหอมอายุได้ 7 วัน ควรพรวนดินกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยยูเรีย ( 46-0-0 ) หรือแอมโมเนียซัลเฟต และเมื่ออายุได้ประมาณ 15 - 20 วัน ควรใส่ปุ๋ยอีกครั้งโดยใช้ปุ๋ยสูตร 20-10-30 ประมาณ 150 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ควรให้ธาตุอาหารรองแคลเซียมให้แก่ผักกาดหอมด้วย

โรคและแมลง
โรคที่มักพบเกิดกับผักกาดหอม ได้แก่ โรคโคนเน่า โรคเน่าเละ โรคใบไหม้ และโรคใบด่าง จากเชื้อไวรัส
ส่วนแมลงศัตรูที่สำคัญ ได้แก่ เพลี้ยอ่อน หนอนกะหล่ำปลี แมลงกัดกินใบ และแมงมุมแดง เป็นต้น

การเก็บเกี่ยว
ผักกาดหอมสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 50 - 70 วัน นับจากวันเริ่มปลูก เลือกเก็บต้นที่มีขนาดโตเต็มที่ แต่ใบยังอ่อนอยู่ ใบจะกรอบไม่เหนียวโดยใช้มีดคมๆ ตัดโคนต้นตัดแต่งเอาใบรอบนอกออกบ้าง ควรนำผักกาดหอมที่เก็บเกี่ยวผ่านความเย็นจะทำให้สดและคงทนต่อการขนส่ง

 

ต่อไปอันสุดท้ายของวันนี่

งา

ลักษณะทั่วไป
งาเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในเขตที่มีปริมาณน้ำน้อย สามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศทั้งนี้เพราะงาทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดีพอสมควร แต่ไม่ทนต่อสภาพน้ำขังแฉะ ดินเค็ม เหนือดินที่เป็นกรดจัด ปลูกง่าย ลงทุนน้อย มีตลาดกว้าง และราคาดีมาโดยตลอด จึงเหมาะสำหรับใช้ปลูกเป็นพืชเสริมรายได้ โดยปลูกก่อนหรือหลังการปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่วต่างๆ การปลูกงานอกจากจะเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรแล้วยังช่วยลดความเสี่ยงในการปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก เมื่อประสบภาวะจากภัยธรรมชาติ หรือราคาผลผลิตตกต่ำอีกด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
งามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sesamum indicum L. อยู่ในตระกูล Pedaliaceae เป็นพืชล้มลุก ต้นตั้งตรง ไม่มีแก่น สูง 50 -80 ซม. ลำต้นเป็นเหลี่ยมและเป็นร่องตามความยาวของต้น มีขนหนาแน่น
ใบ มีสีเขียว รูปร่างเหมือนใบหอกหรือกลมรีปลายใบแหลม ขอบใบเป็นจักเล็กๆ มีก้านใบสั้นๆ ใบจะออกจากลำต้นแบบตรงกันข้าม หรือแบบสลับ
ดอก เป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม 2 - 3 ดอก รูปร่างคล้ายระฆัง ขอบกลีบดอกหยักมีสีชมพู ขาว - อมม่วง หรือเหลือง ดอกยาวประมาณ 4 - 5 ซม. ออกจากซอกใบ
ฝัก เป็นชนิดแคปซูล ฝักจะตั้งตรง รูปทรงกระบอกยาว 2 - 3 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. ฝักแก่จากด้านล่างขึ้นข้างบน เมื่อฝักแก่จะแตกจากปลายฝักลงมา ภายในฝักมีเมล็ด 70 - 100 เมล็ด
เมล็ด มีสีขาว เหลือง แดงเข้ม น้ำตาลหรือเกือบดำ เมล็ดสีขาวได้รับความนิยมมาก เปลือกเมล็ดบาง สามารถขจัดออกได้โดยง่าย

พันธุ์
งาที่ปลูกในประเทศไทยแบ่งตามสีของเมล็ดได้ 3 ชนิด ดังนี้
1. งาดำ ที่ใช้ปลูกกันทั่วไปมี 4 พันธุ์ ได้แก่

1.1 งาดำบุรีรัมย์ เป็นพันธุ์พื้นเมืองมีลักษณะฝัก 4 กลีบ 8 พู เมล็ดมีขนาดใหญ่ สีค่อนข้างดำสนิท อายุเก็บเกี่ยว 90-100 วัน ผลผลิต 60-130 กิโลกรัมต่อไร่

1.2 งาดำนครสวรรค์ เป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปัจจุบันเป็นพันธุ์ส่งเสริม มีการแนะนำให้ปลูกในพื้นที่หลาย จังหวัดมี ลักษณะการเจริญเติบโตแบบทอดยอด เมล็ดมีสีดำขนาดใหญ่และเต่ง ลักษณะฝักเป็นแบบ 4 กลีบ 8 พู ฝักแตกง่ายเมื่อสุกแก่ ลำต้นค่อนข้างสูง แตกกิ่งก้านมาก ใบมีขนาดใหญ่ค่อนข้างกลม มี 1 ฝักต่อ 1 มุมใบ การเกิดฝักจะเวียนสลับ รอบลำต้น 1 ข้อ มี 1 ฝัก อายุเก็บเกี่ยว 95-100 วัน ผลผลิต 60-130 กิโลกรัมต่อไร่ นิยมปลูกมากในท้องที่จังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครราชสีมา มหาสารคาม ชัยภูมิ สระบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ปราจีนบุรี และสุราษฎร์ธานี

1.3 งาดำ มก.18 เป็นพันธุ์แท้ที่มีการปรับปรุงพันธุ์โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้คัดเลือก พันธุ์โดยวิธีจดประวัติจากคู่ผสมระหว่าง col.34 กับงาดำนครสวรรค์ในระหว่างปี 2528-2530 มีการทดสอบผลผลิตในสถานีทดลองและในสภาพไร่เกษตรกร งาดำพันธุ์ มก.18 มี ลักษณะการเจริญเติบโตแบบทอดยอด ใบสีเขียวเข้ม ลำต้นไม่แตกกิ่งก้านและค่อนข้างสูง เมล็ดมีสีดำ สนิท ลักษณะฝัก 2 พู ฝักเกิดตรงกันข้าม ดังนั้น 1 ข้อจะมี 2 ฝัก การเรียงตัวของฝักจะเป็นแบบเวียน สลับรอบลำต้น ความยาวปล้องสั้นทำให้จำนวนของฝักต่อต้นสูง น้ำหนักเมล็ด 3 กรัม ต่อ 1,000 เมล็ด อายุเก็บเกี่ยวปลายฤดูฝน 85 วัน ต้นฤดูฝน 90 วัน ผลผลิต 60-148 กิโลกรัมต่อไร่ ทนทานต่อ โรครา แป้ง และทนต่อการหักล้ม ในปีการเพาะปลูก 2538/39 กรมส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ บริษัทคาเนมัสซุ บริษัทนานาพรรณเอ็นเตอร์ไพรร์จำกัด และสมาคมพ่อค้าข้าวโพด และพืชพันธุ์ไทย ส่งเสริมการปลูกงาดำ มก.18 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและกาญจนบุรี เพื่อ ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีความต้องการงาพันธุ์ มก.18 สูงถึงปีละ 10,000 - 30,000 ตัน

1.4 งาดำ มข.2 เป็นพันธุ์ทีมหาวิทยาลัยขอนแก่นปรับปรุงและคัดเลือกพันธุ์มาจากงาดำพันธุ์ ซีบี 80 ของจีน ลักษณะฝักเป็นแบบ 4 พู เมล็ดสีดำสนิท ไม่ไวต่อช่วงแสงแตกกิ่ง 3-4 กิ่งต่อต้น ต้นสูง 105-115 เซนติเมตร น้ำหนักเมล็ด 2.77 กรัมต่อ 1,000 เมล็ด ปลูกได้ดีทั้งต้นฝนและปลายฤดูฝน มีอายุ เก็บเกี่ยวสั้น 70-75 วัน ผลผลิต 80-150 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคเน่าดำและทนแล้งได้ดี เขตส่งเสริมการปลูก ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ และมหาสารคาม

2. งาขาว ที่ใช้ปลูกกันทั่วไปมี 6 พันธุ์ ได้แก่
2.1 พันธุ์เมืองเลย มีขนาดเมล็ดเล็ก เรียกว่า งาไข่ปลา ลักษณะฝัก 2 กลีบ 4 พู แตกกิ่งก้านมาก ตอบ สนองต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน ผลผลิต 60-90 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการ เพราะนำไปสกัดน้ำมันมีกลิ่นหอม ปลูกมากที่จังหวัดเลยและบริเวณชายแดนไทย-ลาว ช่วงจังหวัด เลย ถึงอุตรดิตถ์

2.2 พันธุ์เชียงใหม่ มีลักษณะฝัก 2 กลีบ 4 พู มีขนาดเมล็ดเล็ก แต่ใหญ่กว่าพันธุ์เมืองเลยเล็กน้อย เมล็ด มีรูปร่างคล้ายหัวใจ ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน ผลผลิต 60-90 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกมากที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่

2.3 พันธุ์ชัยบาดาลหรือสมอทอด มีลักษณะฝัก 2 กลีบ 4 พู เมล็ดมีขนาดปานกลาง อายุเก็บเกี่ยว 80-85 วัน ผลผลิต 50-80 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกมากที่จังหวัดเพชรบูรณ์และลพบุรี แต่ปัจจุบันมีปริมาณน้อยมาก

2.4 พันธุ์ร้อยเอ็ด 1 เป็นพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรปรับปรุงคัดเลือกพันธุ์ สีเมล็ดขาวสม่ำเสมอ ลำต้นตรงไม่แตกกิ่ง ลักษณะฝัก 4 กลีบ 8 พู เมล็ดมีขนาดปานกลางอายุเก็บเกี่ยว 70-75 วัน ผลผลิต 50-120 กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับปลูกเป็นแถว ไม่ต้านทานต่อหนอนห่อใบงาและหนอนผีเสื้อหัวกะโหลก ฝักแตกง่าย จะต้องเก็บเกี่ยวทันที ที่ครบอายุเก็บเกี่ยว

2.5 พันธุ์มข.1 เป็นพันธุ์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นปรับปรุงมาจากงาขาวซีดับบลิว 103 ของจีน ลักษณะฝักเป็นแบบ 2 พู ไม่ไวต่อช่วงแสง ไม่แตกกิ่งก้าน ฝักมีการเรียงตัว เป็นแบบตรงกันข้าม ฝักดก 3-7 ฝักต่อซอกใบ เมล็ดสีขาวค่อนข้างใหญ่ น้ำหนักเมล็ด 2.79 อายุเก็บเกี่ยว 70-75 วัน ผลผลิต 80-150 กิโลกรัมต่อไร่ ไม่ต้านทานหนอนห่อใบงาและหนอนผีเสื้อกะโหลก

2.6 พันธุ์มหาสารคาม 60 เป็นพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรปรับปรุงพันธุ์จากพันธุ์ที-85 ของประเทศอินเดียลักษณะฝัก 2 กลีบ 4 พู ต้นโปร่ง ไม่แตกกิ่งฝักมีการเรียงตัวเป็นแบบตรงกันข้าม มี 1ฝักต่อ 1 ซอกใบ ขนาดเมล็ดโตสีขาว น้ำหนัก 2.90 กรัมต่อ 1,000 เมล็ด อายุเก็บเกี่ยว 80-85 วัน ผลผลิต 107 กิโลกรัมต่อไร่ ไม่ต้านทานโรคราแป้ง เขตงาเสริมการปลูก ได้แก่ จังหวัดสระบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และกาญจนบุรี

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
สภาพภูมิศาสตร์

งาเป็นพืชเขตร้อนชอบอากาศร้อนและแดดจัด อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ประมาณ 27-30 องศาเซลเซียส ไม่ชอบอากาศหนาวเย็น ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส การงอกจะช้าลง หรือ อาจจะชะงักการเจริญเติบโต แต่ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส จะทำให้การผสมเกสร ติด ยากการสร้างฝักเป็นไปได้ช้า

ดิน
งาสามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่จะขึ้นได้ดีที่สุดในดินร่วนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ พอสมควร มีการระบายน้ำดีและมีความเป็นกรดเป็นด่าง ระหว่าง 6.0-6.5 ไม่ทนต่อสภาพน้ำขัง ถ้า ปลูกในดินเค็มรากของงาจะชะงักการเจริญเติบโต ทำให้ผลผลิตของงาลดลง

น้ำ
งาเป็นพืชที่ค่อนข้างทนแล้งได้ดี ปลูกได้ในเขตที่มีปริมาณน้ำฝนตั้งแต่ 300 ถึง 1,000 มิลลิเมตร หรือปริมาณน้ำฝนปานกลางถึงฝนตกชุก แต่ไม่เปียกแฉะหรือน้ำท่วมขังในฤดูปลูกงาสามารถเจริญ เติบโตอยู่ได้ถ้าฝนแล้งในช่วงสั้น ๆ อัตราการใช้น้ำของงาหลังจากการงอกจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงช่วง ระยะออกดอกเป็นช่วงที่งาใช้น้ำมากที่สุด ดังนั้น การขาดน้ำในระยะนี้จะมี ผลกระทบต่อผลผลิตของงา เป็นอย่างมาก หลังจากระยะออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวแล้ว อัตราการให้น้ำจะลดลง
โดยปกติในฤดูฝนจะมีความชื้นเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของงาตลอดฤดูกาลปลูก แต่ถ้าปลูก ในฤดูแล้งถึงแม้ว่าจะชอบอากาศร้อนและทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีพอสมควร หากจะให้ได้ผลผลิตสูง จะต้องอาศัยน้ำชลประทานเข้าช่วย เพราะการให้น้ำที่พอเหมาะไม่มากหรือน้อยจนเกินไปจะมีผลต่อ การเจริญเติบโตของงา

 

การปลูกและการดูแลรักษา
วิธีการปลูกงามี 2 วิธี คือ

1. การปลูกแบบหว่าน เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกงาด้วยวิธีนี้ โดยหลังจากเตรียมดินดีแล้ว จะใช้เมล็ดงาหว่านให้กระจายสม่ำเสมอ ในแปลงปลูก แล้วคราดกลบทันทีเพราะถ้ารอจนหน้าดินแห้ง หรือเมล็ดถูกแดดเผานานๆ เมล็ดงาจะตกมัน ทำให้ไม่งอกหรืองอกไม่สม่ำเสมอ สำหรับเมล็ดพันธุ์ที่หว่านจะใช้ประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อไร่ ขึ้นอยู่กับสภาพการเตรียมดินและความเคยชินของเกษตรกร ในการหว่านอาจใช้ทรายละเอียด ขี้เถ้า แกลบ หรือมูลสัตว์ ผสมในอัตรา1:1 เพื่อช่วยให้เมล็ดงากระจายสม่ำเสมอมากขึ้น ปัจจุบันมีการนำเครื่องปลูกงาแบบหว่านมาใช้ในเขตจังหวัดลพบุรี เป็นเครื่องปลูกที่ใช้ติดท้ายรถแทรกเตอร์ ตัวเครื่องประกอบด้วยผาน 4 ผาน ถ้าบรรจุเมล็ดพันธุ์และมีช่องปล่อยเมล็ดพันธุ์ให้งาออกตามอัตราที่กำหนดไว้ เมื่อเมล็ดงาตกลงพื้นดินผานทั้ง 4 ผานจะไถดินตาม ทำให้เมล็ดถูกกระจายออกและถูกดินกลบ ต้นงาที่งอกขึ้นมาจะกระจายตัวคล้าย ๆ กับการหว่าน เครื่องปลูกงา เมื่อพ่วงกับรถไถเดินตามขนาดเล็ก จะใช้เวลาปลูกประมาณ 20 นาทีต่อไร่ หากพ่วงกับรถไถขนาดใหญ่จะใช้เวลาเพียง 10 นาที ต่อไร่